แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธรรมะ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธรรมะ แสดงบทความทั้งหมด

ยิ่งกว่าความลับ ที่เกิดมาแล้วต้องรู้ .."สิ่งที่กำหนดชีวิตเรา" (กรรมนิยาม 5)

อิงพุทธศาสนา อ่านดูแล้วก็มีเหตุผลมากๆ

กรรมนิยาม 5 คืออะไร (น่าจะหมายถึง ธรรมนิยาม 5 หรือเปล่า ซึ่งรวมถึงกรรมนิยามด้วย)

พระองค์ ทรงทราบว่าเกิดขึ้นจากกฎธรรมชาติที่เรียกว่า ธรรมนิยาม เรื่องธรรมนิยามนี้พระพุทธเจ้าตรัสเอาไว้คร่าว ๆ ไม่ได้ลงรายละเอียด ซึ่งในภายหลังอรรถกถาจารย์ผู้มีความแตกฉานในธรรมะได้ขยายความเพิ่มเติม ให้ละเอียดยิ่งขึ้น ในอรรถกถาแห่งทีฆนิกาย อรรถกถาจารย์ได้จำแนกนิยามออกได้ 5 ประการ คือ

1. อุตุนิยาม (Physical Laws) คือ กฎธรรมชาติที่ครอบคลุม ความเป็นไปของปรากฏการณ์ในธรรมชาติ
เกี่ยวกับวัตถุที่ไม่มีชีวิตทุกชนิด เช่น ปรากฏการณ์ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า แม้กระทั่งการเกิดและการดับสลายของโลกก็เป็นไปตามกฎธรรมชาติข้อนี้ ในตำราพุทธศาสนาที่เขียนโดยขาวฝรั่ง มักใช้คำว่า คนอินเดียในสมัยพุทธกาลสงสัยกันว่า อะไรคือสิ่งกำหนดให้มีความสม่ำเสมอคงที่ในธรรมชาติ ส่วนที่เกี่ยวกับวัตถุ เช่นความสม่ำเสมอของฤดูกาล ซึ่งทางพระพุทธศาสนาตอบปัญหานี้ว่า สิ่งที่กำหนด คือ อุตุนิยาม

2. พีชนิยาม (Biological Laws) คือ กฎธรรมชาติที่ครอบคลุมความเป็นไปของสิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์ กฎธรรมชาตินี้ เมื่อเรานำเมล็ดข้าวเปลือกไปเพาะ ต้นไม้ที่งอกออกมาจะต้องเป็นต้นข้าวเสมอ หรือ ช้างเมื่อคลอดลูกออกมาแล้วก็ย่อมเป็นลูกลิงเสมอ ความเป็นระเบียบนี้พุทธศาสนาเชื่อว่าเป็นผลมาจากการควบคุมของพีชนิยาม

3. จิตนิยาม* (Psychic Laws) คือ กฎธรรมชาติที่เกี่ยวกับกลไกการทำงานของจิต พระพุทธศาสนาเชื่อว่า คนเราประกอบด้วยส่วนที่สำคัญ 2 ส่วน คือ ร่างกายและจิตใจ จิตมีกฎเกณฑ์ในการทำงาน เปลี่ยนแปลงและแสดงพฤติกรรม เป็นฉบับเฉพาะตัว

4. กรรมนิยาม* (Kamic Laws) คือ กฎการให้ผลของกรรม กรรมคือ การกระทำที่ประกอบด้วยความตั้งใจ แบ่งออกเป็น 2 อย่าง คือ กรรมดีและกรรมชั่ว กรรมดีย่อมตอบสนองในทางดี กรรมชั่วย่อมตอบสนองในทางชั่ว นี่คือ กฎแห่งกรรมนั่นเอง

5. ธรรมนิยาม (General Laws) คือ กฎธรรมชาติเกี่ยวกับความเป็นเหตุเป็นผลของสิ่งทั้งหลาย เป็นกฎสากลที่ครอบคลุม ความเป็นไปทั้งฝ่ายจิตและฝ่ายวัตถุ กฎข้อนี้มีขอบเขตครอบคลุมกว้างขวางที่สุด กฎ 4 ข้อข้างต้นสรุปรวมลงในข้อสุดท้ายนี้

พระพุทธเจ้าทรงค้นพบนิยามหรือกฎธรรมชาติทั้ง 5 เหล่านี้ แต่ไม่ทรงสอนทั้งหมด พระองค์ทรงสอนธรรมนิยามเน้นในส่วนที่เกี่ยวกับจิตตนิยามและและกรรมนิยาม พระองค์ทรงสอนเรื่องอุตุนิยามและพีชนิยามเพียงเล็กน้อย ในลักษณะกลับกัน นักวิทยาศาสตร์ศึกษาธรรมนิยามเน้นในส่วนที่เกี่ยวกับอุตุนิยามและพีชนิยาม ไม่สนใจกรรมนิยามและสนใจในจิตนิยามเล็กน้อย นี่คือจุดเน้นที่ต่างกันระหว่างพระพุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์

ประเด็นสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ ธรรมนิยามเป็นกฎธรรมชาติสากลที่ครอบคลุม 4 กฎย่อยดังที่กล่าวมาแล้ว แม้พระพุทธศาสนาจะศึกษาเน้นเรื่องกรรมนิยามและจิตนิยามก็จริง ถึงกระนั้นพระพุทธศาสนาก็ไม่ปฏิเสธเรื่องอุตุนิยามและพีชนิยามที่เป็นจุด เน้นของวิทยาศาสตร์ เพราะเหตุนี้เองพระพุทธศาสนาจึงไม่ขัดแย้งกับวิทยาศาสตร์

จากการค้นพบธรรมะดังกล่าวนี้เอง ทำให้เราทราบว่า ความรู้เรื่องจักรวาลวิทยาเป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของธรรมะที่พระสัมมาสัมพุทธ เจ้าทรงค้นพบเท่านั้น ยังมีเรื่องราวอีกมากมายที่พระองค์ทรงค้นพบแล้วมิได้นำมาตรัสให้ฟัง และเรื่องที่นำมาตรัสเล่านั้นก็เพียงเพื่อให้พ้นทุกข์ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ใน ชีวิต

^
^
ลอกมา
----
ก็จะเห็นว่า ชีวิตเรา ไม่ได้ขึ้นอยู่กับกรรม(เพียงอย่างเดียว) แต่ยังขึ้นกับจิตนิยาม( คือ ความคิด ความรู้สึกของเรา สิ่งต่าง ๆ เริ่มต้นจาก ความคิด > ความรู้สึก > อารมณ์ > เจตนารมณ์ > นิสัย ..เริ่มมั่ว) จำได้ในหนังเรื่อง Me MySelf ตอนที่หมอคุยกับนักจิตวิทยาว่า


เราจะแน่ใจได้ไงว่าเราเป็นสิ่งที่เราเป็น หรือเป็นในสิ่งที่เราอยากจะเป็น หรือเป็นในสิ่งที่คนอื่นอยากให้เราเป็น
แต่ในปรัชญาในการใช้ชีวิตเขาบอกว่า คุณค่าของมนุษย์ อยู่ที่เสรีภาพในการเลือก
นั่นก็หมายความว่า เราคิดยังไง ณ ขณะนั้น เราก็จะเป็นสิ่งนั้นไม่ใช่หรือ?


หมอมาเรีย และหมอเกรียงไกร พูดกับแทน

นะ และก็เคยอ่านเจอในหนังสืออีกนั่นแหล่ะ บอกว่า มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ฝืนกรรมได้ เพราะกรรมจะสนองเราทางความรู้สึก ถ้าเราไม่รู้สึก กรรมเก่าจะทำอะไรเราไม่ได้ คือการรู้ทันความรู้สึกตัวเอง พูดง่าย ๆ คือมีสตินั่นเอง การรู้ทันความรู้สึกคือ การดึงตัวเองออกจากอารมณ์ หรือความรู้สึกนั้น ๆ ให้ได้ อาจจะเป็นเรื่องยาก แต่ถ้าลองทำ ก็จะพอมีทางเป็นไปได้ ลองดึงตัวเองออกจากความรู้สึกดี ๆ คือ เมื่อรู้สึกดี ให้เลิกรู้สึกดี และมองว่า มันเป็นเช่นนี้เอง เมื่อเราทำได้ เราก็จะทำอย่างนี้กับความรู้สึกไม่ดีได้ (ตอนเกิดเรื่องไม่ดีให้คิดว่า เจ้ากรรมนายเวรกำลังหาทางเอาคืนเราอยู่ ถ้าเรารู้ทัน เราก็จะเลิกรู้สึกไม่ดี และวางเฉยต่อเรื่องที่เกิดขึ้น) คือการประยุกต์ใช้ กรรมนิยาม กับ จิตนิยาม ถ้าเล่นเกมส์ก็เหมือนกับว่าจะโกงนิด ๆ (เหอๆ) ส่วนอุตุนิยาม และพีชนิยาม (ข้อ 1,2) ก็เป็นสิ่งแวดล้อมรอบตัวเรา ทั้งมีชีวิต และไม่มีชีวิต ที่เราพบเจอมาตั้งแต่เกิด ประสบการณ์ที่เจอตอนเด็ก การเลี้ยงของพ่อแม่ การคบเพื่อน

...และสุดท้าย กฏทั้ง 4 ข้อ จะเป็นเหตุ เป็นผล ซึ่งกันและกัน ดังกฎข้อที่ 5 ธรรมนิยาม...



สำหรับผู้ที่เคยถามตัวเองว่า สิ่งที่เกิดกับเราเวลานี้ ตอนนี้ มันเกิดจาก "เวรกรรม" หรือ

ก็ตอบได้แล้วว่า "ใช่" แต่ !! ไม่ทั้งหมด มันมีปัจจัยอื่นด้วย

แต่ก็บอกไปแล้วนะ มนุษย์ฝืนกรรม(และปัจจัยอื่นๆ)ได้ โดยการคิดบวกเข้าไว้ ^^"

ง่วงนอน ตี 1:49 นาที วันที่ 18 พย. 52 วันนี้จะมีฝนดาวตกด้วย

มองธรรมะ แล้วย้อนมองตัวเอง...

จาก ->พร 4 ข้อของท่าน ว.วชิรเมธี

1. อย่าเป็นนักจับผิด

คนที่คอยจับผิดคนอื่น แสดงว่าหลงตัวเองว่าเป็นคนดีกว่าคนอื่น ไม่เห็นข้อบกพร่องของตนเอง
"กิเลส ฟูท่วมหัว ยังไม่รู้จักตัวอีก" คนที่ชอบจับผิด จิตใจจะหม่นหมอง ไม่มีโอกาส "จิตประภัสสร(จิตผ่องใส)" ฉะนั้น จงมองคน มองโลกในแง่ดี
"แม้ในสิ่งที่เป็นทุกข์ ถ้ามองเป็น ก็เป็นสุข"
--------------------------------
1. ธรรมดาของคนเราแล้ว เราว่า คนเราก็มักจะคิดเข้าข้างตัวเองเสมอแหล่ะ แล้วก็ชอบมองว่าคนอื่นไม่ดี บางคนคิดว่าตัวเองดีเลิศกว่าคนอื่น กูทำอะไรแม่งผิดทุกอย่างแหล่ะ สาด อยากจะถามว่า มึงเป็นเหี้ยไรเนี่ย ไอควาย สัดเอ๊ยย มึงไม่ได้ดีไปกว่าใครหรอก สัด <-- ออกเสียงสั้น ๆ หนักๆ

2. อย่ามัวแต่คิดริษยา
"แข่งกันดี ไม่ดีสักคน ผลัดกันดี ได้ดีทุกคน"
คนเราต้องมีพรหมวิหาร 4 คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา คนที่เราริษยาเป็นการส่วนตัว มีชื่อว่า "เจ้ากรรมนายเวร"
ถ้าเขาสุข เราจะทุกข์ ฉะนั้น เราต้อง ถอดถอน ความริษยาออกจากใจเรา เพราะไฟริษยา เป็น "ไฟสุมขอน(ไฟเย็น)"
เราริษยา 1 คน เราก็มีทุกข์ 1 ก้อน เราสามารถถอดถอนความริษยาออกจากใจเราได้ โดยใช้วิธี "แผ่เมตตา"
หรือ ซื้อโคมลอย มา แล้วเขียนชื่อคนที่เราริษยา แล้วปล่อยให้ลอยไป
--------------------------------
2. เรามองว่า การแข่งขัน ทำให้เกิดการพัฒนานะ อย่างเช่น ป่านนี้ถ้ามี AIS เจ้าเดียว คงยังต้องใช้มือถือนาทีล่ะ 5 บาทอยู่มั๊ง สาดด (โคตรขูดเลือดกุเลย)<-- ค่อนข้างจะไม่ตรงประเด็นอิจฉา

3. อย่าเสียเวลากับความหลัง
90% ของคนที่ทุกข์ เกิดจากการย้ำคิดย้ำทำ "ปล่อยไม่ลง ปลงไม่เป็น"
มนุษย์ที่สลัดความหลังไม่ออก เหมือนมนุษย์ที่เดินขึ้นเขาพร้อมแบกสัมภาระต่างๆ ไว้ที่หลังขึ้นไปด้วย
ความทุกข์ที่เกิดขึ้นแล้ว จงปล่อยมันซะ "อย่าปล่อยให้คมมีดแห่งอดีต มากรีดปัจจุบัน"
"อยู่กับปัจจุบันให้เป็น" ให้กายอยู่กับจิต จิตอยู่กับกาย คือมี "สติ" กำกับตลอดเวลา
-------------------------------
3. อดีตทำอะไรเราไม่(ค่อย)ได้ ภายนอกดูเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ... แต่สิ่งที่เลวร้ายกว่านั้นคือ ความมองโลกในแง่ร้ายที่เหลืออยู่ (จิตใต้สำนึกไม่เคยหลับ มันคอยบันทึกสิ่งที่เราเคยพบเห็น สัมผัส พบเจอ ฯลฯ ตลอดเวลา.. จากหนังสืออะไรไม่รู้ จำไม่ได้) เคยได้ยินมั้ย คนที่มองโลกในแง่ดีจะมีชีวิตที่มีความสุข แต่ประสบการณ์มันมีทั้งดีและร้าย คนเรามักจำเรื่องร้าย ๆ ได้ดีกว่าเรื่องดีๆ พอเจอเหตุการณ์เหมือนที่เคยเจอ จะเอาผลของเหตุการณ์ในอดีตขึ้นมาเปรียบเทียบ ... และสิ่งที่เกิดหลังจากนั้นคือ ความกลัว...

4. อย่าพังเพราะไม่รู้จักพอ
"ตัณหา" ที่มีปัญหา คือ ความโลภ ความอยากที่ เกินพอดี เหมือนทะเลไม่เคยอิ่มด้วยน้ำ ไฟไม่เคยอิ่มด้วยเชื้อ
ธรรมชาติของตัณหา คือ "ยิ่งเติมยิ่งไม่เต็ม" ทุกอย่างต้องดูคุณค่าที่แท้ ไม่ใช่คุณค่าเทียม
เช่น คุณค่าที่แท้ของนาฬิกา คืออะไร คือ ไว้ดูเวลา ไม่ใช่มีไว้ ใส่เพื่อความโก้หรู
คุณค่าที่แท้ของโทรศัพท์มือถือ คืออะไร คือไว้สื่อสาร แต่องค์ประกอบอื่นๆ ที่เสริมมาไม่ใช่ คุณค่าที่แท้ของโทรศัพท์
-------------------------------
4. เราก็เป็นพวกวัตถุนิยมนะ แต่ก็นะ ไม่ใช่เด็ก ๆ แล้ว โตมาหลายปีก็พอจะรู้แล้วแหล่ะ ว่าอะไรเหมาะไม่เหมาะ ถ้ามองอีกมุมนึง มันคือการให้รางวัลตัวเอง ตั้งแต่เกิดมาเราซื้อของขวัญให้คนอื่นตั้งหลายอย่าง หลายคน โดยไม่ต้องคิด แล้วถ้าจะซื้อของให้ตัวเองบ้างล่ะ? การที่มีอะไรโก้หรู ถ้ามองอีกมุม(อีกแล้ว) ไม่ใช่เพื่อเอาไว้โชว์คนอื่น แต่เพื่อความมั่นใจของตัวเองต่างหากล่ะ :p <-- ข้ออ้างสุดๆ

..เราไม่อายหรอก ใช้มือถือ รึว่าอะไรเก่า ๆ (อายเพื่อ?) อย่างน้อยมันก็ดูเป็นตัวเองดี

เราต้องถามตัวเองว่า "เกิดมาทำไม"
"คุณค่าที่แท้จริงของการเกิดมาเป็นมนุษย์อยู่ตรงไหน"
ตามหา " แก่น " ของชีวิตให้เจอ
คำว่า "พอดี" คือถ้า "พอ" แล้วจะ"ดี"
รู้จัก "พอ" จะมีชีวิตอย่างมีความสุข
----------------------------------
คำว่า "พอดี" มันลึกซึ้งมากเลยว่ะ ความพอดี ของแต่ละคนน่ะ มันไม่เท่ากัน ความพอดีกับเศรษฐีพันล้าน กะความพอดีของคนชั้นกลาง,มนุษย์เงินเดือน,นักศึกษา,นักเรียน มันก็ไม่เท่ากัน ไม่รู้จะเขียนอะไรต่อ คิดไม่ออก เหอๆ

สรุปว่า สาระก็ไม่มี ตามเคย

บทความทั้งหมด

เจ้าของ Blog

Thailand
หวัดดี ผมชื่อเดช แห่ะๆ ^__^
test

เนื้อเพลง lyrics.in.th